หวังดีลดโลกร้อนไม่รับถุง แต่ถูกหาว่าเป็นขโมย

หญิงสาวผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์เล่าประสบการณ์ที่แย่ที่สุดในชีวิต เกี่ยวกับการเดินซื้อของในห้างสรรพสินค้า ระบุว่า เธอเข้าไปซื้อกระเป๋าแบรนด์ดังจากบูธด้านหน้าของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง โดยเธอขอปฏิเสธไม่รับถุงพลาสติกสำหรับใส่สินค้า เนื่องจากต้องการช่วยลดโลกร้อน

เมื่อคิดเงินที่แคชเชียร์เสร็จ เธออยากได้รองเท้าผ้าใบใหม่ จึงเดินไปดูรองเท้าแบรนด์เดียวกันกับกระเป๋าที่ช็อปด้านในของห้างสรรพสินค้า อยู่ ๆ พนักงานหญิงคนหนึ่งก็เข้ามาดึงกระเป๋า และดึงแท็กบาร์โค้ดจากมือของเธอ ทำให้เธอรู้สึกงงและตกใจมาก ก่อนจะถูกพนักงานถามว่า ได้ชำระเงินกระเป๋าใบนี้มาแล้วหรือไม่ ซึ่งเธอก็ตอบไปตามความจริงว่าชำระแล้ว

อย่างไรก็ตาม พนักงานบอกกับเธอว่า ปกติถ้าลูกค้าซื้อของก็จะมีการใส่ถุงหิ้วให้ทุกครั้ง จึงต้องขอนำบาร์โค้ดและสลิปไปตรวจสอบ เธอจึงบอกกับพนักงานไปว่า หากตรวจสอบว่าเธอไม่ได้ขโมยจริง ๆ ใครจะรับผิดชอบ ซึ่งพนักงานคนอื่น ๆ ที่ยืนล้อมเธอในตอนแรกก็วงแตกไปคนละทาง

ระหว่างนั้นเธอก็ได้โทรศัพท์ให้น้องชายนำสลิปมาให้พนักงานดู เมื่อพนักงานตรวจสอบดูว่าเธอชำระเงินแล้วจริง ๆ กลับขอโทษเธอด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนไม่ได้รู้สึกผิดอะไร ทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากและได้มีการตักเตือนพนักงานคนดังกล่าว และกำลังจะส่งเรื่องร้องเรียนไปยังศูนย์บริการลูกค้าของแบรนด์ดังกล่าวแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อทางห้างสรรพสินค้ารณรงค์ให้ลูกค้าลดการใช้ถุงพลาสติก เธอก็อยากฝากให้จัดการกับวิธีแยกลูกค้าที่ซื้อสินค้าแล้ว กับลูกค้าที่ยังไม่ได้ชำระเงิน เพราะลูกค้าคงไม่สะดวกถ้าต้องถือของไปด้วยและต้องคอยตอบคำถามพนักงานไปด้วย ไหนจะต้องยื่นแท็กสินค้าและสลิปให้พนักงานดูตลอดอีก

เรื่องดังกล่าวได้ถูกส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง และมีการวิจารณ์ถึงนโยบายงดรับถุงพลาสติกจากทางร้านค้า ว่าทางห้างควรมีมาตรการอย่างไร เพื่อแยกลูกค้าที่ไม่รับถุง และคนที่ขโมยของออกจากกัน ซึ่งหลายคนก็แนะนำว่า ควรจะมีสติ๊กเกอร์เพื่อให้ทราบว่าสินค้าที่ซื้อแล้วลูกค้าไม่รับถุง เป็นสินค้าที่ชำระแล้ว หรือการติดแท็กต่าง ๆ พร้อมเขียนรายละเอียดเอาไว้ หรือพนักงานก็ควรที่จะขออนุญาตจากลูกค้าดี ๆ ไม่ใช่แย่งของจากมือลูกค้า และโชคดีมากที่ลูกค้าไม่ได้คอมเพลนกับทางห้าง ไม่อย่างนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อการจ่ายโบนัสปลายปีของพนักงาน

Leave a reply