วันนี้ก็มาถึง 44 ปีแม่ชาวเวียดนามพลัดพรากลูกสาวจากภัยสงคราม

ย้อนกลับไปในปี 2511 เหงียนทิเดย์ ซึ่งเป็นแม่บ้านในฐานทัพอเมริกัน จังหวัดดงไน ได้พบรักกับโจ ทหารอเมริกัน และให้กำเนิดลูกสาวในอีก 4 ปีต่อมา และตั้งชื่อลูกสาวว่า เฟือง ไม จนกระทั่ง เดือนเมษายน 2522 ก่อนไซง่อนแตก เกิด “ปฏิบัติการ เบบีลิฟต์” มีการอพยพเด็กเวียดนามราว 3,000 คน ไปยังสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเกรงว่าเด็กเหล่านี้จะไม่ปลอดภัยหลังฝ่ายคอมมิวนิสต์เข้าปกครอง เธอจึงตัดสินใจส่งลูกสาววัยเพีบง 3 ขวบ เดินทางไปยังอเมริกาด้วยหวังว่าลูกจะมีชีวิตที่ดีกว่า แต่หลังสงคราสิ้นสุดลงเธอก็พยายามตามหาลูกสาวมาโดยตลอดแต่ก็ไม่พบ ทำให้เธอค้างคาใจเรื่องลูกสาวมาตลอดทั้งชีวิต

ขณะที่เด็กหญิงวัย 3 ขวบ ได้ถูกส่งไปให้ครอบครัวชาวอเมริกัน ในนิวเจอร์ซีย์ เลี้ยงดู จนตอนนี้เธออายุ 47 ปีแล้ว และใช้ชื่อว่า เลห์ บัฟตัน สมอลล์ โดยเธอก็รู้มานานแล้วว่าเธอถือกำเนิดจากผู้หญิงที่ยอมยกเธอให้คนอื่นเพราะความรัก หลายปีก่อนเธอจึงตัดสินใจตามหาแม่ โดยไปตรวจดีเอ็นเอและส่งข้อมูล ให้กับเว็บไซต์ Ancestry.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ช่วยตามหาครอบครัวและญาติ จนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เธอก็ได้รับอีเมล์จาก น้องสาวต่างแม่ ที่เธอเองก็ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่บนโลก ส่งข้อความสำคัญมาให้ว่า “ดีเอ็นเอของฉันบอกว่าเราเป็นพี่น้องกัน ตอนนี้แม่ชาวเวียดนามของพี่กำลังตามหาพี่อยู่”

หลังจากนั้นภายใน 24 ชั่วโมง แม่และลูกสาวที่พลัดพรากกันนานถึง 44 ปี ก็ได้พูดคุยกันผ่านทางวิดีโอแชทเป็นครั้งแรก โดยประโยคแรกที่คุณแม่ชาวเวียดนาม พูดกับลูกสาวคือ “มีชีวิตสุขสบายใช่ไหม สบายดีใช่ไหม” สมอลล์ ตอบว่า เธอมีความสุขดี

จากการพูดคุยทำให้เธอรู้ได้ว่าตลอด 44 ปีที่ผ่านมา คุณแม่ชาวเวียดนาม ไม่เคยละความพยายามตามหาเธอเลย และหวังว่าจะได้พบลูกสาวสักครั้งก่อนตาย เพราะเวลาของเธอเหลือน้อยลงทุกวัน เธอไม่ยอมแต่งงานเพราะหวังว่าลูกสาวอาจจะกลับมาในสักวัน

สมอลล์ ยังได้เห็นรูปในเก่าวัยเด็กที่แม่ของเธอส่งมาให้ ซึ่งตอนนี้เธอเองก็เป็นแม่คนแล้ว เมื่อเห็นเด็กในรูป เธอจึงเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นเรื่องยากขนาดไหนที่แม่ของเธอต้องตัดสินใจแบบนั้น คุณแม่ชาวเวียดนามยังพูดทิ้งท้าย กับเธอว่า อยากให้รู้ไว้อย่างหนึ่งว่า แม่รักเธอเสมอ และไม่ต้องการอะไรจากเธอเลย ขอเพียงแค่ได้พบและรักเท่านั้น

สมอลล์ กล่าวว่า เธอไม่แน่ใจว่าสามารถสื่อสารกับแม่ได้มากพอหรือเปล่าว่า แต่เธอไม่ได้รู้สึกแย่แม้แต่นิดเดียว และแม่ไม่ควรรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน เธอและครอบครัว มีแผนเดินทางไปยังเวียดนามเพื่อพบคุณแม่แท้ๆ ในกลางเดือนนี้ด้วย

Leave a reply